โครงงาน จากห้วยกลายเป็นหนังสือ ชั้นอนุบาลปีที่ 2 และ 3 ปีการศึกษา 2563

โครงงาน จากห้วยกลายเป็นหนังสือ ชั้นอนุบาลปีที่ 2 และ 3 ปีการศึกษา 2563 โดย นางอิ่มเอม จ๊ะปิน

1. ประเมินทักษะการคิดผู้เรียน(Pre-Post test)

     โดยการสอบถาม พูดคุย และตั้งประเด็นคำถามให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น
     จากการเรียนรู้หน่วย “น้ำมีคุณค่า” เด็กได้เรียนรู้ว่าน้ำ มีประโยชน์ต่อทุกสิ่งบนโลกใบนี้ รวมทั้งสำรวจแหล่งน้ำต่างๆในโรงเรียน เด็กๆสังเกตว่าน้ำที่ใช้ในโรงเรียนเป็นน้ำประปาภูเขา น้ำที่ใช้ในการเกษตรไหลผ่านมาทางห้วยที่ไหลมาจากภูเขา จากนั้นเด็กและคุณครูได้ร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับห้วยดังนี้

ครู : ในความคิดของเด็กๆ ห้วย เป็นอย่างไรคะ
อุ้ม : มีน้ำค่ะ
พราว : มีต้นไม้เยอะๆค่ะ
ตี๋ใหญ่ : อยู่ในป่าครับ
อุ๊บอิ๊บ : อยู่ใกล้ภูเขาค่ะ
เฟรม : มีปลา ปู กุ้ง หอยครับ (พ่อกับปู่ผมไปจับบ่อยๆ)
ไยไหม : น้ำในห้วยไหลมาทุ่งนาใช้ปลูกข้าวค่ะ
ยิปซี : น้ำในห้วยไหลมาให้เราไปเล่นค่ะ
กิต : บางครั้งห้วยก็ไม่มีน้ำครับ
ครู : ห้วย คือ ธารน้ำ แอ่งน้ำลึกกว้างมีทางน้ำไหลจากภูเขามาขังอยู่ตลอดปี หรือแห้งบ้างเป็นบางคราว
ครู : เด็กๆอยากรู้อะไรเกี่ยวกับห้วยบ้างคะ
ต้นไผ่ : ห้วยมีน้ำเยอะหรือเปล่าครับ
ตองอู : ในห้วยมีอะไรบ้างครับ
นิว : น้ำในห้วยไหลเป็นอย่างไรครับ
ข้าวหอม : เราจะเดินทางไปห้วยได้อย่างไรคะ
แพรวา : ถ้าเราไปห้วยเราจะวาดรูปหรือเก็บสิ่งที่มีในห้วยอย่างไรดีคะ

2. คิดประเด็นการเรียนรู้จากแรงบันดาลใจ กระตุ้น: ความตระหนัก/แรงบันดาลใจ โดยใช้หลัก 4P

      Product Approach นำพาเด็กให้ได้เรียนรู้จากสิ่งที่สำรวจได้หรือของจริง
      Place Approach นำพาเด็กให้เปิดโลกทัศน์ เรียนรู้จากสถานที่จริง และพาไปสำรวจหลายครั้งเมื่อยังไม่ได้คำตอบที่สงสัย
      Pattern Approach เรียนรู้ด้วยหลักสูตรท้องถิ่นโรงเรียนบ้านสามขา(ห้วย สามขา เห็ด ป่า นา ข้าว) ด้วย T-prime model แล้วสรุปองค์ความรู้โดยผ่าน Mind mapping และการนำเสนอโครงงาน

T-prime model

      (Problem Approach) นำเด็กเข้าสำรวจพื้นที่ชุมชน เพื่อรวบรวมข้อมูล ในการค้นพบปัญหา สร้างคำถามซึ่งนำไปสู่การหาหัวข้อโครงงาน เพื่อแก้ปัญหาและเกิดเป็นองค์ความรู้


3. การวางแผนร่วมกันกับผู้เรียน

               เด็กและครูร่วมกันวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน ช่วยกันระดมความคิดเพื่อรวบรวมข้อมูล นำไปสู่หัวข้อโครงงานโดยใช้เทคนิค Force Connections

4. จัดการเรียนรู้

               ด้วยการให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง จากนั้นเด็กๆต้องมาร่วมกันสนทนาระดมความคิด และเลือกวิธีการสำรวจตรวจสอบเพื่อหาคำตอบจากคำถาม เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงเริ่มลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา โดยใช้ T-prime model แล้วสรุปองค์ความรู้โดยผ่าน Mind mapping และการนำเสนอโครงงาน ซึ่งครูจะทำหน้าที่เป็น Facilitator โดยทำหน้าที่ดังนี้
                    - เป็นผู้ประสานงาน (Coordinator)เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด และนำไปสู่การแก้ปัญหา
                    - เป็นพี่เลี้ยงในการเรียนรู้ (Learning Coach)เพื่อให้ผู้เรียน ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ฝังลึกที่อยู่ในตัว (Tacit Knowledge) ได้เล่าถึงประสบการณ์และวิธีการแก้ปัญหา นำไปสู่การพัฒนาและจัดการงาน/ตนเองให้ประสบความสำเร็จ และสามารถหาแนวทาง/องค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ต่อยอดให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผล
                    - เป็นผู้กระตุ้น (Catalyst) ให้เกิดการเรียนรู้ผ่านคำถาม เพื่อดึงพลังหรือศักยภาพของผู้เรียนให้เห็นถึงปัญหา สาเหตุ เป้าหมาย และทางออกร่วมกัน
                    - เป็นผู้สร้างบรรยากาศ (Climate Setter)ให้ผู้เรียนผ่อนคลาย เป็นกันเอง และสร้างความไว้วางใจเพื่อให้เกิดการสื่อสาร เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
                    - เป็นผู้ช่วยการสื่อสาร (Communicator Enabler)ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ ความรู้ต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เต็มใจ และเปิดกว้างที่จะรับฟังสมาชิกในกลุ่มอย่างใคร่ครวญ
                    - เป็นผู้สังเกตการณ์ (Observer) รับรู้ถึงพฤติกรรม ความรู้สึก และวิธีคิด ของผู้ผู้เรียนเพื่อปรับกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา

5. ผู้เรียนประเมินตนเอง

          โดยใช้เทคนิค Radar Graph ให้เด็กได้ประเมินตนเองว่า ก่อนเริ่มกิจกรรมโครงงานนวัตกรรมเพื่อชุมชน ผู้เรียนมีทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะการทำงานเป็นทีม และให้เด็กได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าตนเองต้องการพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ดังกล่าวมาในข้างต้นให้อยู่ในระดับใด เมื่อเสร็จสิ้นการทำโครงงานแล้วให้เด็กได้ประเมินตนเองอีกครั้งว่าบรรลุตามเป้าหมายที่ตนเองได้ตั้งไว้หรือไม่ และหากบรรลุผลหรือไม่บรรลุผล ผู้เรียนมีสิ่งใดที่ต้องแก้ไขปรับปรุง หรือพัฒนาให้ดีเพิ่มขึ้นไปได้อีก ทั้งนี้ต้องประกอบกับผลการประเมินของครูร่วมอีกทางหนึ่งด้วย (ทั้งนี้ในกระบวนการประเมินสามารถทำได้หลายๆ ครั้ง ในระหว่างการทำกิจกรรม)

6. การต่อยอดองค์ความรู้

          1. เน้น ย้ำ ซ้ำ ทวน ชวนคิดต่อยอด โดยการตั้งคำถามเพื่อต่อยอดทางการคิด
          2. คำถามระดับสูง เป็นการถามให้คิดค้น หมายถึง คำตอบที่ผู้เรียนตอบต้องใช้ความคิดซับซ้อน เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถใช้สมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาในการคิดหาคำตอบ
             2.1. คำถามชวนคิดสรุปประมวล เป็นการใช้คำถามเมื่อจบบทเรียน เพื่อให้ทราบว่าผู้เรียนได้รับความรู้หรือมีความก้าวหน้าในการเรียนมากน้อยเพียงใด และเป็นการช่วยเน้นย้ำความรู้ที่ได้เรียนไปแล้ว ทำให้สามารถจดจำเนื้อหาได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างคำถามเช่น
              เมื่อเด็กได้ทำกิจกรรมนี้แล้ว เด็กได้ความรู้จากสิ่งที่เด็กลงมือปฏิบัติอะไรบ้าง
              ห้วยในชุมชนมีอยู่หลายที่ เด็กๆคิดว่าแต่ละที่จะพบสิ่งที่สำรวจเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
              ห้วยที่สำรวจในฤดูฝนเหมือนหรือแตกต่างกันห้วยในฤดูหนาว และฤดูร้อนอย่างไร
              เด็กสามารถบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้จากห้วยด้วยวิธีการใดได้บ้าง
              เด็กๆแต่ละกลุ่มสรุปขั้นตอนการทำ หนังสือธรรมชาติ
              จากการสำรวจห้วยเด็กๆจะนำไปเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆในชุมชนใดได้บ้าง